วันพุธที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การแก้ไขปัญหาขยะรกโลกของญี่ปุ่น

       


Kansai Airport was opened in 1994, (13ปี) เป็นสนามบินที่ลงทุนถมทะเลเพื่อก่อสร้างสนามบินโดยตรงแล้วสร้างสะพานเชื่อมต่อระหว่างแผ่นดินใหญ่ ต้องขึ้นรถรางไฟฟ้าต่อไปลงที่อาคารขาออก สนามบินนานาชาติคันไซ (Kansai International Airport หรือ KIX) ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นเกาะสนามบิน เพราะมันคือสนามบินที่ตั้งอยู่บนเกาะ แต่เป็นเกาะจำลองที่สร้างขึ้นจากขยะที่ถูกอัดบีบจนแน่นแล้วนำมาถมทะเลจนกลายเป็นเกาะ สนามบินคันไซสร้างขึ้นทางใต้ของอ่าวโอซาก้า เริ่มเปิดใช้เมื่อ 4 กันยายน ปีค.ศ. 1994 โดยที่ขอบของสนามบินที่กั้นน้ำทะเลนั้นทำจากหินและคอนกรีต แต่ตัวเกาะที่สร้างเป็นภูเขาสามลูกนั้นเธอคงจะเคยได้ยินมาบ้างนะจ๊ะ ว่าสร้างมาจากขยะในบ่อฝังกลบ(landfills) จำนวนถึง 21 ล้านลูกบาศก์เมตร ใช้คนงานถึง 10,000 คน กินเวลา 10 ล้านชั่วโมงการทำงาน และใช้เวลาสร้างกว่าจะแล้วเสร็จถึง 3 ปี (สร้างในปี 1987 ถึงปี 1990) ใช้เรือถึง 80 ลำ เพื่อที่จะถมพื้นของสนามบินหนา 30 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลรวมถึงการประกอบผนังกั้นน้ำทะเลให้สมบูรณ์ นอกจากนี้ยังได้สร้างสะพานระยะทาง 3 กม. ด้วยสนนราคาค่าก่อสร้างอีก (แค่) หนึ่งพันล้านดอลล่าสหรัฐเชื่อมระหว่างสนามบินกับตัวเกาะหลักของญี่ปุ่นที่เมือง Rinku ด้วยนะ ที่มาของการริเริ่มไอเดียประหลาดนี้ ก็เนื่องจากว่า ตั้งแต่ปี 1960 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไปกระจุกอยู่ที่โตเกียวที่เดียว นักวางผังก็เลยมีโครงการที่จะสร้างสนามบินแถบบริเวณใกล้ๆ โอซาก้าและโกเบ แต่เนื่องจากว่าสนามบินโตเกียวใหม่หรือสนามบินนาริตะที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดชิบะนั้นได้เกิดปัญหามลภาวะทางเสียงและถูกร้องเรียนมามาก ดังนั้นการสร้างสนามบินแห่งใหม่จึงต้องคำนึงถึงปัญหานี้เป็นหลัก การจะขยายสนามบินจากสนามบินภายในประเทศคือ Osaka airport (Itami airport) ซึ่งล้อมรอบไปด้วยชุมชนที่อยู่อาศัยและตึกใหญ่น้อยของเขต Itami และ Toyonaka นั้นเป็นไปได้ยาก จึงได้มีโครงการจะสร้างแถบนอกชายฝั่งจ้ะ เดิมทีเดียวนี่เขาจะขอสร้างที่บริเวณใกล้ๆ เมืองโกเบจ้ะ แต่ทางการของโกเบปฏิเสธ ก็เลยต้องย้ายลงมาทางใต้หน่อยคือบริเวณอ่าวโอซาก้า ซึ่งแถวๆ นั้นมีแต่พวกชาวประมงท้องถิ่นอาศัยอยู่ แต่ก็ใช่ว่าจะขอสร้างได้ง่ายดายนะ ชาวประมงก็รวมตัวประท้วงต่อต้านการก่อสร้างเหมือนกัน แต่ก็เหมือนที่มีคำพูดแบบไทยๆ นะจ๊ะ ว่า "เงินเนี่ยมันทำได้ทั้งง้างปากและปิดปากคนได้" หลักการนี้มันใช้ได้นานาชาติจริงๆ นะ เรื่องราวก็เลยเงียบลงได้ด้วยค่าชดเชยก้อนโตจ้ะ เธอคงจะสงสัยล่ะสิว่า มันจะแข็งแรงทนทานขนาดไหน ฉันเองก็ยังกลัวๆ เหมือนกันว่าถ้าเกิดเครื่องบินร่อนลงสนามบินแล้วมันค่อยๆ จมลงทะเลเนี่ยฉันจะทำยังไง ซึ่งก็ปรากฏว่าในช่วงระหว่างทดสอบการใช้งานหลังจากที่สร้างเสร็จได้แค่ปีเดียวจ้ะ คือในปี 1991 สนามบินได้ค่อยๆ ทรุดตัวจมลงไปถึง 8 เมตร ซึ่งถือว่าเกินจากที่คาดไว้เยอะจนถึงกับต้องสอดแผ่นเหล็กหนาเข้าไปที่ฐานเพื่อรองรับสนามบินอีกชั้นหนึ่งจ้ะ ทำให้งบบานปลายไปอีกมากโขเลยล่ะ ค่าใช้จ่ายรวมๆ แล้วประมาณ 15 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐได้ ซึ่งเกินงบไปถึง 40%เลยล่ะ
แต่การเสริมแผ่นเหล็กรอบนี้ถือว่าได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับสนามบินได้ยิ่งยวดทีเดียว เพราะเมื่อเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่ Kobe ในปี 1995 ซึ่งมีศูนย์กลางห่างจากตัวเกาะญี่ปุ่นเพียงแค่ 20 กม. มีผู้เสียชีวิตถึง 6,433 คน และได้ทำความเสียหายให้กับเมืองโกเบจนถึงกับต้องสร้างเมืองกันใหม่เลยทีเดียว แต่แผ่นดินไหวครั้งนี้กลับไม่กระทบกระเทือนกับสนามบินนี้เลยล่ะ นอกจากนี้ในปี 1998 สนามบินก็ยังต้องเจอกับการทดสอบความแข็งแรงอีกครั้งจากใต้ฝุ่นความเร็ว 200 กม./ชม. แต่ก็ไม่เป็นอะไรอีกเช่นกัน ยอดเยี่ยมไหมล่ะ เพราะฉะนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยล่ะว่า สนามบินนานาชาติคันไซนี้ ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมหนึ่งในสิบทางด้านโครงสร้างของ "Civil Engineering Monument of the Millennium" ในปี 2001 ที่จัดโดย the American Society of Civil Engineers ผ่านการทดสอบมาอย่างหนักหน่วงอย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้นก็มั่นใจได้เลยล่ะจ้ะ ว่าจะแข็งแรงทนทานแน่นอน ต่อให้หุ่นล่ำๆ อย่างพวกเราไปลงกระโดดโลดเต้นซักหลายร้อยคนก็คงไม่กระทบกระเทือนสนามบินนี้แน่นอนจ้ะ



เนื้อหาจาก 

วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รีไซเคิล

รีไซเคิล

           


การแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ หรือกระบวนการที่เรียกว่า "รีไซเคิล" คือ การนำเอาของเสียที่ผ่านการใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ที่อาจเหมือนเดิม หรือไม่เหมือนเดิมก็ได้
ของใช้แล้วจากภาคอุตสาหกรรม นำกลับมาใช้ใหม่ ได้แก่ กระดาษ แก้ว กระจก อะลูมิเนียม และพลาสติก "การรีไซเคิล" เป็นหนึ่งในวิธีการลดขยะ ลดมลพิษให้กับสภาพแวดล้อม ลดการใช้พลังงานและลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติของโลกไม่ให้ถูกนำมาใช้สิ้นเปลืองมากเกินไป

การแปรรูปของใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่มีกระบวนการอยู่ 4 ขั้นตอน ได้แก่
1. การเก็บรวบรวม
2. การแยกประเภทวัสดุแต่ละชนิดออกจากกัน
3. การผลิตหรือปรับปรุง
4. การนำมาใช้ประโยชน์ในขั้นตอนการผลิตหรือปรับปรุงนั้น วัสดุที่แตกต่างชนิดกัน จะมีกรรมวิธีในการผลิต แตกต่างกัน เช่น ขวด แก้วที่ต่างสี พลาสติกที่ต่างชนิด หรือกระดาษที่เนื้อกระดาษ และสีที่แตกต่างกัน ต้องแยกประเภทออกจากกัน
เมื่อผ่านขั้นตอนการผลิตแล้วของเสียที่ใช้แล้วเหล่านี้จะกลายมาอยู่ในรูปของผลิตภัณฑ์ใหม่จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนในการนำมาใช้ประโยชน์ ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลจึงสามารถสังเกตได้จากเครื่องหมายทีประทับไว้ บนผลิตภัณฑ์ที่ผลิตทุกครั้ง
การรีไซเคิล ทำให้โลกมีจำนวนขยะลดน้อยลง และช่วยลดปริมาณการนำทรัพยากรธรรมชาติ มาใช้เป็นวัตถุดิบในโรงงานอุตสาหกรรมให้น้อยลง ลดการถลุงแร่บริสุทธิ์ และลดปริมาณการโค่นทำลายป่าไม้ลงด้วย การหมุนเวียนนำมาผลิตใหม่ยังเป็นการลดการใช้พลังงานจากใต้ภิภพ ลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่อากาศและลดภาวะการเกิดฝนกรด
สำหรับประเทศไทยนั้น จากการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม พบว่า ศักยภาพของวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้จากมูลฝอยที่เก็บขนได้ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศมีประมาณร้อยละ 16-34 ของปริมาณมูลฝอยที่เก็บได้ แต่มีเพียงร้อยละ 7 หรือประมาณ 2,360 ตันต่อวันเท่านั้น ที่มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์
การนำกลับมาใช้ใหม่ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยเพิ่มคุณภาพให้กับชีวิตเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งแวดล้อมและช่วยถนอมรักษาทรัพยากรธรรมชาติของโลกไว้ได้ดีที่สุด ในหนทางหนึ่ง

เนื้อหาจากเว๊บไซด์
http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi4/recycle/re.htm



วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การตัดไม้ทำลายป่า

สาเหตุสำคัญของวิกฤตการณ์ป่าไม้ในประเทศไทย
1.  การลักลอบตัดไม้ทำลายป่า
    ตัวการของปัญหานี้คือนายทุนพ่อค้าไม้  เจ้าของโรงเลื่อย  เจ้าของโรงงานแปรรูปไม้  ผู้รับสัมปทานทำไม้และชาวบ้านทั่วไป  ซึ่งการตัดไม้เพื่อเอาประโยชน์จากเนื้อไม้ทั้งวิธีที่ถูกและผิดกฎหมาย  ปริมาณป่าไม้ที่ถูกทำลายนี้นับวันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ตามอัตราเพิ่มของจำนวนประชากร  ยิ่งมีประชากรเพิ่มขึ้นเท่าใด  ความต้องการในการใช้ไม้ก็เพิ่มมากขึ้น  เช่น  ใช้ไม้ในการปลูกสร้างบ้านเรือนเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมเครื่องเรือนและถ่านในการหุงต้ม  เป็นต้น
2.  การบุกรุกพื้นที่ป่าไม้เพื่อเข้าครอบครองที่ดิน
    เมื่อประชากรเพิ่มสูงขึ้น  ความต้องการใช้ที่ดินเพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินก็อยู่สูงขึ้น เป็นผลผลักดันให้ราษฎรเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าไม้  แผ้วถางป่า หรือเผาป่าทำไร่เลื่อนลอย  นอกจากนี้ยังมีนายทุนที่ดินที่จ้างวานให้ราษฎรเข้าไปทำลายป่าเพื่อจับจองที่ดินไว้ขายต่อไป
3.  การส่งเสริมการปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจเพื่อการส่งออก
     เช่น  มันสำปะหลัง  ปอ  เป็นต้น  โดยไม่ส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพทั้ง ๆ ที่พื้นที่ป่าบางแห่งไม่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการเกษตร
4.  การกำหนดแนวเขตพื้นที่ป่ากระทำไม่ชัดเจนหรือไม่กระทำเลยในหลาย ๆ พื้นที่
    ทำให้ราษฎรเกิดความสับสนทั้งโดยเจตนาและไม่เจตนา  ทำให้เกิดการพิพาทในเรื่องที่ดินทำกินและที่ดินป่าไม้อยู่ตลอดเวลาและมักเกิดการร้องเรียนต่อต้านในเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน
5.  การจัดสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ
    เช่น  เขื่อน  อ่างเก็บน้ำ  เส้นทางคมนาคม  การสร้างเขื่อนขวางลำน้ำจะทำให้พื้นที่เก็บน้ำหน้าเขื่อนที่อุดมสมบูรณ์ถูกตัดโค่นมาใช้ประโยชน์  ส่วนต้นไม้ขนาดเล็กหรือที่ทำการย้ายออกมาไม่ทันจะถูกน้ำท่วมยืนต้นตาย  เช่น  การสร้างเขื่อนรัชชประภาเพื่อกั้นคลองพระแสงอันเป็นสาขาของแม่น้ำพุมดวง-ตาปี  ทำให้น้ำท่วมบริเวณป่าดงดิบซึ่งมีพันธุ์ไม้หนาแน่นประกอบด้วยสัตว์นานาชนิดนับแสนไร่  ต่อมาจึงเกิดปัญหาน้ำเน่าไหลลงลำน้ำพุมดวง
6.  ไฟไหม้ป่า
    มักจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูแล้ง  ซึ่งอากาศแห้งและร้อนจัด  ทั้งโดยธรรมชาติและจากการกระทำของมะม่วงที่อาจลักลอบเผาป่าหรือเผลอ  จุดไฟทิ้งไว้โดยเฉพาะในป่าไม้เป็นจำนวนมาก
7.  การทำเหมืองแร่
แหล่งแร่ที่พบในบริเวณที่มีป่าไม้ปกคลุมอยู่  มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดหน้าดินก่อนจึงทำให้ป่าไม้ที่ขึ้นปกคลุมถูกทำลายลง  เส้นทางขนย้ายแร่ในบางครั้งต้องทำลายป่าไม้ลงเป็นจำนวนมาก  เพื่อสร้างถนนหนทาง  การระเบิดหน้าดิน  เพื่อให้ได้มาซึ่งแร่ธาตุ  ส่งผลถึงการทำลายป่า

เนื้อหาจากเว๊บไซด์

ผลกระทบจากการทำลายป่าไม้
จากการที่ปริมาณป่าไม้ลดลงย่อมก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทางกายภาพ และมีผลต่อปัจจัยทางชีวภาพ มีผลกระทบต่อ สภาพดิน น้ำ อากาศ สัตว์ป่า สิ่งแวดล้อมอื่นๆ เพราะทั้ง ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม จะมีความสัมพันธ์กันไม่ทางตรงก็ทางอ้อม ในระบบนิเวศ ก่อให้เกิดสมดุลทางธรรมชาติ การทำลายป่าจึงก่อให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ ดังนี้
1. เกิดการชะล้างพังทลายของดิน

ป่าที่ถูกทำลายจะทำให้ไม่มีต้นไม้ วัชพืช หญ้าปกคลุมดิน เมื่อฝนตกลงมาน้ำฝนจะกัดเซาะหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ให้ไหลไปกับกระแสน้ำ


2. เกิดน้ำท่วมในฤดูฝน
บริเวณป่าที่ถูกทำลายจะไม่มีต้นไม้ วัชพืช และหญ้าที่ปกคลุมหน้าดินช่วยดูดซับน้ำฝน ไว้ ทำให้น้ำไหลบ่าจากที่สูงอย่างรุนแรง และมีปริมาณมากทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ ตอนล่างอย่างฉับพลัน
3. เกิดความแห้งแล้งในฤดูแล้ง
การทำลายป่าไม้ ต้นน้ำลำธารทำให้ป่าไม้ถูกตัด แยกออกเป็นส่วนๆ เกิดการระเหยของน้ำจากผิว ดินสูง แต่การซึม ผ่านผิวดินต่ำ ดินดูดซับและเก็บ น้ำไว้ได้น้อย ส่งผลให้น้ำไหลลงสู่ลำธารน้อยเกิด ความแห้งแล้งในฤดูแล้ง
4. เกิดปัญหาโลกร้อนขึ้น
เนื่องจากป่าไม้เป็นแหล่งของการหมุนเวียนสาร ระหว่างออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำและสารอื่นๆ ในระบบนิเวศที่ สำคัญ การทำลายป่ามีส่วนทำให้เกิดการสะสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในบรรยากาศเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อุณหภูมิของโลกสูง
5. คุณภาพของน้ำเสื่อมลง
เมื่อฝนตกในบริเวณป่าไม้ที่ถูกทำลายก็จะพัดพาเอาดินโคลน ตะกอนลงสู่ แหล่งน้ำทำให้น้ำขุ่นและเกิดการตื้นเขินส่งผล ให้คุณภาพน้ำทั้งทางด้าน กายภาพ ชีวภาพ และเคมีด้อยลง ไม่สามารถใช้น้ำในการอุปโภค บริโภค ได้
6. พืชและสัตว์ป่ามีจำนวนและชนิดลดลง
ป่าไม้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของ พืชและสัตว์ป่า การตัดไม้ทำลายป่าเป็น การทำลายแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้พืชและสัตว์ป่าหลายชนิดมีปริมาณ ลดลงจนเกือบสูญพันธ์

เนื้อหาจากเว็บไซด์

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การไม่รักโลกแล้วทำลายป่า

อุทกภัย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ภาพบ้านจัดสรรชานเมืองอุตรดิตถ์ถูกน้ำป่าหลากท่วมฉับพลัน
อุทกภัย คือ ภัยที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำเป็นสาเหตุ อาจจะเป็นน้ำท่วม น้ำป่า หรืออื่น ๆ โดยปกติ อุทกภัยเกิดจากฝนตกหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน บางครั้งทำให้เกิดแผ่นดินถล่ม อาจมีสาเหตุจากพายุ หมุนเขตร้อนลมมรสุมมีกำลังแรง ร่องความกดอากาศต่ำมีกำลังแรง อากาศแปรปรวน น้ำทะเลหนุน แผ่นดินไหว เขื่อนพัง ทำให้เกิดอุทกภัยได้เสมอ

 ชนิดของอุทกภัย
  1. น้ำป่าไหลหลาก เกิดจากฝนตกหนักบนภูเขา หรือต้นน้ำลำธารและไหลบ่าลงที่ราบอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีต้นไม้ ช่วยดูดซับ ชะลอกระแสน้ำ ความเร็วของน้ำ ของท่อนซุง และต้นไม้ ซี่งพัดมาตามกระแสน้ำจะทำลายต้นไม้ อาคาร ถนน สะพาน และชีวิตมนุษย์และสัตว์จนได้รับความเสียหาย.
  2. น้ำท่วมขัง น้ำเอ่อนอง เกิดจากน้ำล้นตลิ่ง มีระดับสูงจากปกติท่วมแช่ขัง ทำให้การคมนาคมหยุดชะงัก เกิดโรคระบาดได้ ทำลายพืชผลเกษตรกร
  3. คลื่นซัดฝั่ง เกิดจากพายุลมแรงซัดฝั่ง ทำให้น้ำท่วมบริเวณชายฝั่งทะเล บางครั้งมีคลื่นสูงถึง 10 เมตร ซัดเข้าฝั่งซึ่งสามารถทำลายทรัพย์สินและชีวิตได้
 การป้องกันและลดความเสียหายจากอุทกภัย
ควรติดตามฟังข่าวอากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาสม่ำเสมอ เมื่อใดที่กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนให้อพยพ ทั้งคนและสัตว์เลี้ยงควรรีบอพยพไปอยู่ในที่สูง อาคารที่มั่นคงแข็งแรง
ถ้าอยู่ที่ราบให้ระมัดระวังน้ำป่าหลาก จากภูเขาที่ราบสูงลงมา กระแสน้ำจะรวดเร็วมาก ควรสังเกตเมื่อมีฝนตกหนักติดต่อกันบนภูเขาหลาย ๆ วัน ให้เตรียมตัวอพยพขนของไว้ที่สูง
ถ้าอยู่ริมน้ำให้เอาเรือหลบเข้าฝั่งไว้ในที่จะใช้งานได้ เมื่อเกิดน้ำท่วม เพื่อการคมนาคม ควรมีการวางแผนอพยพว่าจะไปอยู่ที่ใด พบกันที่ไหน อย่างไร
กระแสน้ำหลากจะทำลายวัสดุก่อสร้าง เส้นทางคมนาคม ต้นไม้ และพืชไร่ ต้องระวังกระแสน้ำพัดพาไป อย่าขับรถยนต์ฝ่าลงไปในกระแสน้ำหลาก แม้บนถนนก็ตาม อย่าลงเล่นน้ำ อาจจะประสพอุบัติภัยอื่น ๆ อีกได้
หลังจากน้ำท่วม จะเกิดโรคระบาดในระบบทางเดินอาหารทั้งคนและสัตว์ ให้ระวังน้ำบริโภค โดยต้มให้เดือดเสียก่อน

http://www.google.com/
http://www.wiky.com/

วันพุธที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ป่าชาเลนบ้านคลองโคน


สมัยก่อนพื้นที่ป่าชายเลนบ้านคลองโคนถูกบุกรุกทำลาย จนหมดสภาพพื้นที่ป่าชายเลน  เพื่อนำพื้นที่มาทำนากุ้ง และทำประโยชน์อื่นๆจนกระทั่งความอุดมสมบูรณ์ของ ทรัพยากรทางทะเลใกล้ชายฝั่งได้สูญเสียไป อาหาร  ประเภทสัตว์น้ำทางทะเลก็สูญหายไป    อาชีพทางการ  ประมงก็ไม่สามารถเลี้ยงชีวิตให้อยู่รอดได้     จึงทำให้  ประชากรในพื้นที่   ที่อยู่ในวัยทำงาน   ต้องแยกย้ายไป
ประกอบอาชีพที่อื่น ต่อมาในปี พ.ศ.2534 ชาวบ้านใน  พื้นที่โดยการนำของผู้ใหญ่ชงค์         จึงได้มีความคิด ปลูกป่าชายเลน เพื่อฟื้นฟูสภาพความอุดมสมบูรณ์ของ พื้นที่ป่าชายเลนให้กลับมา เพื่อให้มีความอุดมสมบูรณ์  เหมือนแต่กาลก่อนแรกๆทดลองปลูกป่าชายเลนในช่วง
3 ปีแรก ก็ไม่ประสบความสำเร็จเจอกับปัญหาสารพัด ทั้งการคัดเลือกพันธุ์ไม้ที่จะปลูก การอยู่รอดหลังปลูกและความไม่ร่วม  มือของบางคนต่อมาก็มีหน่วยงานรัฐเริ่มเห็นความสำคัญโดยเฉพาะเป็นพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพฯที่ทรงเห็น  ความสำคัญของการปลูกป่าชายเลนที่นี่       จึงได้เสด็จมาทรงปลูกป่าชายเลนที่นี่ด้วยพระองค์เองในปี พ.ศ.  2540 ,  2541 , 2542  ,  2545  และ 2547  จนปัจจุบันพื้นที่ป่าชายเลนของบ้านคลองโคนกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง เกิดมีสัตว์น้ำชายฝั่ง  มากมาย ทำให้เกิดมีอาชีพทางการประมงของคนในพื้นที่ที่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อย่างพอเพียง  แรงงานที่ต้องย้ายไปทำงาน  ที่อื่นก็กลับมาทำมาหากินที่บ้านเกิด  ครอบครัวกลับมาอยู่พร้อมหน้ากัน  ชาวบ้านในพื้นที่มีอาชีพหลากหลายที่จะเลี้ยงตัวเอง บางส่วนก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มอาชีพตามความถนัด เช่นกลุ่มชาวเรือกลุ่มทำอาหาร กลุ่มกระเตง(บ้านพักกลางทะเลที่เฝ้าฟาร์ม
  หอย)เป็นต้นเมื่อมีการทำกิจกรรมเป็นกิจลักษณะขึ้นมาก็เกิดมีการจัดเที่ยวเชิงอนุรักษ์ขึ้นมาที่นี่เมื่อมีการมาเที่ยวส่วนใหญ่มัก  ต้องการเที่ยว และค้างคืนบนกระเตงกลางทะเล       ทางผู้ใหญ่ชงค์จึงได้ดำเนินการให้มีโฮมสเตย์กลางทะเลขึ้นมาในชื่อว่า  ผู้ใหญ่ชงค์ โฮมสเตย์ เพื่อตอบสนองกลุ่มนักท่องเที่ยวทุกรูปแบบที่ต้องการมาสัมผัสกับกิจกรรมดีๆซึ่งมีมากมายของที่นี่และ  ที่สำคัญเราเน้นความเป็นธรรมชาติ เที่ยวแบบมีประโยชน์ได้ทั้งความสนุกสาระความรู้และความรู้สึกดีๆที่ได้ร่วมกันอนุรักษ์ธรรมชาติให้ยั่งยืนชั่วลูกชั่วหลานตลอดไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.klongkhonemangrove.com/